img
■ WHAT A MAN WANTS TO BE ■
Fashion
Watch & Accessory
100 YEARS OF GLYCINE

Have you ever heard about ‘Glycine’ watch? The Swiss brand has been rolled out in Thailand for many years. However, it is not so popular. Since it is a small-scale watchmaker, its publication and distribution points are relatively limited. I talk about this brand because it turns 100-year-old this year. How this small brand has been surviving for a century, I have answer for you right here.

มีใครเคยได้ยินชื่อนาฬิกาที่มีชื่อแบรนด์ว่า Glycine (คนไทยจะอ่านว่า ‘ไกลซีน’ ส่วนทางยุโรปเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาจะออกเสียงว่า ‘กลีซีน’) กันบ้างมั้ยครับ แบรนด์นี้เป็นแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีขายอยู่ในประเทศไทยมานานหลายปีแล้ว แต่อาจไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ไม่ว่าจะเป็นในด้านของจุดจำหน่ายและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ด้วยความที่เป็นบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรายเล็กๆ ที่ไม่ได้มีทุนในการทุ่มโฆษณาอะไรกันมากมาย แต่ที่เราหยิบแบรนด์นี้มาพูดถึงก็เพราะในปีนี้ เป็นปีที่แบรนด์เล็กๆ แบรนด์นี้มีอายุครบ 100 ปีแล้ว การที่แบรนด์เล็กๆ แบบนี้สามารถดำรงอยู่มาเป็นเวลานานนับศตวรรษได้ เค้าจะต้องมีอะไรดีๆ อย่างแน่นอน และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะนำมาบอกเล่าให้ทราบกันครับ

ความเป็นมา

Glycine มีจุดเริ่มต้นมาจากโรงงานนาฬิกาในเมืองเบียน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1914 โดยชายที่มีชื่อว่า Eugène Meylan นาฬิกาแบรนด์ Glycine ของเขาในยุคแรกมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้คนในแถบยุโรปในด้านการทำงานอันแม่นยำของกลไกจักรกลและความยอดเยี่ยมของกลไกจักรกลขนาดเล็กสำหรับนาฬิกาผู้หญิงที่ Glycine ผลิตขึ้นด้วยตนเอง ความสำเร็จหนึ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือ การเปิดตัวนาฬิกาที่ใช้กลไกแบบขึ้นลานอัตโนมัติ (กลไกออโตเมติก) ออกสู่ตลาดในปี ค.ศ.1931 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แบรนด์ดังคับโลกอย่าง Rolex เป็นตัวนาฬิกากลไกอัตโนมัติที่เรียกว่า เพอร์เพทชวล นั่นเอง นั่นหมายความว่า Rolex มิใช่เป็นนาฬิกาแบรนด์แรกที่ผลิตนาฬิกากลไกอัตโนมัติได้สำเร็จ แต่ในช่วงเดียวกันนั้นยังมี Glycine ด้วย แต่น่าเสียดายที่ความเป็นบริษัทนาฬิกาเล็กๆ ของ Glycine ทำให้ไม่มีทุนที่จะผลิตนาฬิกาออกมาในจำนวนมากๆ และซื้อพื้นที่ในการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วโลกรับรู้ได้เหมือนกับ Rolex จึงไม่ค่อยมีใครรู้ถึงความจริงในข้อนี้ และก็ทำให้ Glycine ต้องหยุดการผลิตนาฬิกากลไกอัตโนมัติของตนลงในเวลาต่อมา และหันไปซื้อกลไกจากผู้ผลิตกลไกชื่อดังรายอื่นๆ มาใช้กับนาฬิกาของตนแทน ด้วยเหตุผลทางด้านต้นทุนการผลิต

ปี ค.ศ.1953 ชายชื่อ Charles Hertig Sr. ได้เข้าซื้อกิจการของ Glycine ต่อจาก Meylan เพื่อดำเนินการต่อ เขาผู้นี้เองที่เป็นผู้เปิดไฟเขียวให้นาฬิการะดับไอค่อนของ Glycine ที่เรียกว่า Airman เกิดขึ้นบนโลกนี้ นาฬิกา Airman นั้น เป็นนาฬิกาแบบใหม่ที่เข็มชั่วโมงจะเดินบอกเวลาบนหน้าปัดรอบละ 24 ชั่วโมงแทนที่จะเป็น 12 ชั่วโมงเหมือนมาตรฐานนาฬิกาทั่วไป นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นแสดงวันที่ผ่านช่องหน้าต่าง และมีสเกล 24 ชั่วโมงอีกชุดหนึ่งระบุอยู่บนขอบตัวเรือนซึ่งสามารถหมุนได้เมื่อทำการคลายเกลียวล็อคที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา เพื่อทำให้ตั้งแสดงค่าเวลาของอีกไทม์โซนหนึ่งได้ นาฬิกา 2 ไทม์โซนรุ่นนี้ มีแนวคิดมาจาก Chat Brown กัปตันของการบินไทย ซึ่งแชร์ลักษณะนาฬิกาที่นักบินต้องการให้กับ Samuel W. Glur ลูกน้องของ Charles Hertig Sr. ฟังบนเครื่อง DC4 ขณะทำการบินจากกรุงเทพฯ ไปกัลกัตตาร์ ในปี 1953 ทาง Samuel ก็ได้เขียนจดหมายมาบอก Charles และ Charles ก็เริ่มให้ทีมงานออกแบบและทำการผลิตนาฬิกาลักษณะนี้ออกมาในทันที นาฬิกา Airman แบบแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในปีเดียวกันนั้น และก็กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในหมู่นักบินทั้งทหารและพลเรือน ตลอดจนนักธุรกิจและนักเดินทาง ด้วยประโยชน์ที่สามารถอ่านค่าได้ทั้ง 2 ค่าเวลาเพียงชำเลืองมองโดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าเวลาที่แสดงอยู่นั้นจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

 



Glycine ภายใต้การนำของ Charles ได้ผลิตนาฬิการุ่นต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องและก็เป็นที่นิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียนและยุโรป จนมาประสบปัญหาเดียวกับผู้ผลิตนาฬิกาจักรกลทุกรายในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่นาฬิกากลไกควอตซ์จากประเทศญี่ปุ่นเข้าครอบครองตลาดแทนที่นาฬิกากลไกจักรกล แต่ Glycine ก็ยังคงสู้อย่างไม่ยอมแพ้ มิได้เลิกกิจการไปเหมือนกับอีกหลายแบรนด์ แต่ในที่สุดกิจการก็ถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ในครอบครองของเจ้าของคนใหม่ Hans Brechbühler ในปี ค.ศ.1984 ซึ่งเป็นผู้ที่พลิกฟื้นสถานการณ์ด้วยการนำกลไกควอตซ์มาใช้ในนาฬิการุ่นต่างๆ ของ Glycine รวมไปถึง Airman ด้วย โดยจำหน่ายเคียงคู่กับนาฬิกากลไกจักรกลต่อไป จนเมื่อถึงทศวรรษที่ 1990 ที่นาฬิกากลไกจักรกลเริ่มหวนคืนกลับมาเป็นที่นิยมของตลาด Katherina ลูกสาวของ Hans ก็ได้หันกลับมาเน้นการผลิตนาฬิกากลไกจักรกลเป็นหลักอีกครั้ง กอปรกับกระแสนาฬิกาขนาดใหญ่โอเวอร์ไซส์ที่เริ่มมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990Glycine ก็เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ตอบรับกระแสนี้ด้วยการผลิตนาฬิกาแบบต่างๆ ของตนออกมาในขนาดตัวเรือนที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็เป็นที่มาของตัวเรือนขนาด 46 มม.ของรุ่น Incursore ในปัจจุบันที่ถูกขยายขึ้นมาจากขนาดเดิมที่ 44 มม. ตลอดจนออกรุ่น KMU ขนาด 48 มม. และF104 ขนาด 52 มม. โดยแม้แต่รุ่น Airman ก็ได้รับการขยาตลาดด้วยเช่นกัน โดยออกรุ่นที่ใช้ตัวเรือนขนาด 46 มม.มาในปี ค.ศ.1999 หลังจากที่เริ่มนำกลไกอัตโนมัติกลับมาใช้ในรุ่น Airman อีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า Airman 2000 ได้เพียง 1 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 2002 Glycine ก็ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Airman 7 ที่ใช้กลไกอัตโนมัติถึง 3 เครื่องบรรจุเอาไว้ในนาฬิกาตัวเรือนขนาดใหญ่ 53 มม. โดยแบ่งการแสดงค่าออกเป็น 3 หน้าปัดซึ่งสามารถแสดงค่ารวมได้ถึง 4 ไทม์โซนด้วยกัน

เมื่อ ค.ศ.2011 Katherina ก็ส่งแบรนด์และโรงงาน Glycine ต่อให้กับชายชื่อ Stephen Lack เป็นผู้ดูแลต่อไป เขาผู้นี้เป็นคนรักนาฬิกาและมีประสบการณ์ในวงการนาฬิกามาอย่างโชกโชน Stephen มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำพา Glycine เดินสู่ทิศทางการเป็นผู้ผลิตนาฬิกาตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งให้ดำเนินสืบต่อไป อันได้แก่ การผลิตนาฬิกาสวิสเมดคุณภาพเยี่ยมที่ทำงานด้วยกลไกจักรกลและจำหน่ายในราคาที่สมเหตุสมผล ให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเป็นเจ้าของนาฬิกาจักรกลคุณภาพดีจากสวิสได้อย่างไม่ยากเย็นเกินไป

วาระแห่งการเฉลิมฉลอง

หลังจากเมื่อปีที่แล้วทาง Glycine ได้วอร์มด้วยการฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งการถือกำเนิดนาฬิการุ่น Airman โดยออกนาฬิการุ่นพิเศษAirman 1953 Vintage ผลิตจำนวนจำกัด 600 เรือน ในตัวเรือนสตีลขนาด 42 มม. ซึ่งใช้กลไกอัตโนมัติแสดงเวลา 24 ชั่วโมงบนหน้าปัดสีขาวพร้อมสเกล 24 ชั่วโมงสลักบนขอบตัวเรือนที่หมุนได้เมื่อคลายล็อกที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกาเพื่อใช้บอกค่าเวลาที่สอง อันเป็นดีไซน์การตกแต่งและการแสดงผลตามรูปแบบดั้งเดิมของ Airman รุ่นแรกเมื่อปี 1953

มาถึงปีนี้ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญของการครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งแบรนด์ ทาง Glycine ก็ได้ทำการเฉลิมฉลองเริ่มด้วยการนำนาฬิการุ่นสำคัญของตนตั้งแต่สมัยแรกๆ ไล่เรียงจนถึงรุ่นปัจจุบัน มาจัดแสดงให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้ชมกันในงานบาเซิลเวิลด์ ตามด้วยการตระเวณนำไปจัดแสดงยังที่ต่างๆ ของโลก ซึ่งในประเทศไทยเองก็ได้ชมกันไปแล้ว โดยเป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นภายในงาน สยามพารากอน วอตช์ เอ็กซ์โป 2014 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าหลายท่านก็คงมีโอกาสได้ไปชมกันมาแล้ว

นอกจากนาฬิกาประวัติศาสตร์รุ่นต่างๆ แล้ว ภายในบริเวณงานยังมีการจัดแสดงนาฬิการุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ ซึ่งก็คือนาฬิการุ่น F104 แบบลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่มากันแบบเป็นบ็อกซ์เซ็ตผลิตจำนวนจำกัด 250 ชุด โดยประกอบด้วยนาฬิกาข้อมือสไตล์คลาสสิกรุ่น F104 ในตัวเรือนสตีลที่มาพร้อมหน้าปัดและเข็มสไตล์วินเทจย้อนยุค ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ และนาฬิกาพกกลไกไขลานที่มีดีไซน์หน้าปัดลักษณะเดียวกัน บรรจุในกล่องที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ ร่วมด้วยนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่ล่าสุดของซีรี่ส์ Airman ที่มีชื่อต่อท้ายว่า Airfighter ซึ่งนอกจากจะโดดเด่นด้วยตัวเรือนขนาดใหญ่ 46 มม.ในรูปทรงพร้อมขอบตัวเรือนสลักสเกล 24 ชั่วโมงหมุนได้ด้วยการคลายล็อค ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา และมีเข็มกลางแสดงเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้บอกเวลาได้ถึง 3 ไทม์โซน พร้อมฟังก์ชั่นแสดงวันที่ เช่นเดียวกับ Airman รุ่นอื่นๆ แล้ว ยังมากับฟังก์ชั่นโครโนกราฟจับเวลาได้ 12 ชั่วโมง จากการทำงานของกลไกอัตโนมัติ Calibre GL754 อีกด้วย แถมยังพัฒนาให้สั่งการฟังก์ชั่นจับเวลาได้อย่างง่ายดายและมีเอกลักษณ์ด้วยการสไลด์แป้นที่ติดตั้งอยู่ด้านซ้ายของตัวเรือน และถูกตกแต่งด้วยสีสันและหน้าตาที่ดุดันอีกต่างหาก ทั้งยังมีนาฬิการุ่นต่างๆ ของ Glycine ในปัจจุบันให้เลือกชมกันอย่างจุใจ

Update : Tuesday, 09 December 2014 13:24